Thursday, September 13, 2012

บินลัดฟ้าเยือนยุโรปที่...อังกฤษ(4)






สโตนเฮนจ์(Stonehenge) มาถึงแล้ว!!!


ตอนลงจากสนามบินก็ว่าอากาศเย็นแล้ว ตอนนี้เย็นกว่านั้น รู้สึกหนาวมาก แถมยังมีฝนอีก

ใช้หมวกช่วยได้มาก บางคนมี Hoot จากเสื้ออยู่แล้วก็เอามาใส่ได้เลย

 

เดินเข้าไปห้องน้ำ ยังมีลมพัดมาเสริมด้วย(มาทำไม ไม่ต้องการ) ยิ่งทำให้ตัวสั่น อากาศยิ่งเย็นลงเข้าไปอีก(หนาวเว้ย) 

เห็นนักท่องเที่ยวฝรั่ง อยู่กลุ่มหนึ่งครับ คงมารถส่วนตัวกัน เดาว่าคงคุยกันอยู่และอาจจะไม่เข้าไปด้านในก็ได้(ดูจากด้านนอกแทน) พี่แอนบอกว่า ค่าตั๋วที่นี่แพง นักท่องเที่ยวบางคนก็อาจจะเลือกดูจากด้านนอกเฉยๆ

 

ก่อนเข้าไปด้านในแวะดื่มชากาแฟ ที่ร้านด้านนอกหน่อยดีกว่า ก็ต้องกินของร้อน(ก็แน่นอนซิ อากาศเย็นแบบนี้ ใครจะกินใส่น้ำแข็ง หายใจยังเป็นไอ 555)

ว่าแต่พนักงานสาวประจำร้าน ผมบลอนด์ชาวยุโรปคนนี้ น่ารักน่ะ ทำผมม้าซะด้วย เดาว่าคงเป็นคนอังกฤษในเมืองนี้ละมั้ง แม้ชาแก้วนี้จะร้อนจน(ลวกปาก) แต่ก็คุ้มค่า สำหรับการมาเจอสาวเจ้าถิ่นนะ 555

ดื่มยังไม่ถึงครึ่งเลย(ร้อน) ก็ต้องเข้าไปด้านในแล้วครับ ทางร้านให้ฝากแก้วที่ยังดื่มไม่หมด ตรงนี้ได้ ออกมาด้านนอกค่อยกลับมาดื่มต่อนะ

 

ต้องเข้าไปพร้อมๆกัน คุณแอนบอกว่า ห้ามถือน้ำเข้ามาด้านใน และจะมี Audio ให้ฟัง(ใส่หูฟัง) ตามจุด เป็นภาษาอังกฤษ หากใครอยากจะทราบประวัติของที่นี่( ซึ่งคุณแอนจ่ายค่าเช่าไปแล้ว)

ตัวเลข 1 ที่พื้น ก็กดหมายเลข 1 ที่เครื่อง Audio พอใช้เสร็จ ก็คืนที่บริเวณทางออก โดยจะมีเซนเซอร์เตือน(หากคิดจะจะหยิบออกไป)

 

กองหินปริศนา - สิ่งมหัศจรรย์ของโลก!!!


ดู ใหญ่โตและอลังการ มากครับ สำหรับสโตนเฮนจ์ มีอายุ 3,500-4,500 ปี เรียกว่าเก่าแก่มาก ลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่มาวางเรียงกัน พูดถึงกองหินแบบสโตนเฮนจ์(Stonehenge) มีหลายสิบกอง ที่เวลล์ก็มี แต่ที่นี่สมบูรณ์ที่สุด เลยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม

 

ยังคงมีข้อถกเถียงว่า ใครเป็นคนสร้างขึ้นมา แล้วสร้างมาเพื่ออะไร บางคนบอกเป็นฐาน UFO บางคนบอกคนสมัยก่อน(บรรพบุรุษ) เช่น ไวกิ้ง , พวกแองโกลแซกซอน หรือกลุ่มคนที่นับถือศาสนาต่างๆ เป็นคนสร้างขึ้น 

บางคนก็ว่า น่าจะมาจากพวกยุโรปตะวันออก นับถือผีสาง คงจะเป็นคนมีอำนาจมากๆสั่งให้ทำ เพราะสมัยก่อนไม่มีเครน ต้องใช้แรงคนยกขึ้น ถิ่นกำเนิดของหินนี้ ว่ากันว่ามาจากเวลล์ ไม่ได้อยู่แถวนี้หรอกครับ ใช้เวลานานมาก กว่าจะสร้างเสร็จ

 

(ลองคิดดูนะครับ ว่าก้อนหินบางก้อนมีน้ำหนัก 45 ตัน) จะต้องใช้วันและเวลานานแค่ไหน

 

ในสมัยก่อนแถบนี้เป็นป่าลึก คนสมัยนั้นก็ เรร่อน ก็เลยไม่มีจารึกไว้ ว่าใครเป็นคนสร้าง เกิดโรคระบาด คนใหม่ๆเข้ามา อาจจะสร้างทำ พิธี อะไร เช่น การเกิด ก็เป็นตำนาน ว่ากันไป 

 

ก็เลยกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก(ละมั้ง)

จะมีหินเล็กๆ รูปเกือกม้า ด้วยครับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใช้ทำอะไร

 

เราดูได้แค่รอบนอกนะครับ(ประมาณ 3- 5 เมตร จากกองหิน) จะเข้าไปจับหิน ลูบหิน น่ะ ไม่ได้ เพราะเขาสร้างแนวรั้วไว้ (สมัยก่อนคงมีคนมือบอนครับ เช่น มาถึงแล้ว , รักเธอนะ , กูว่าแล้ว ว่ามึงต้องอ่าน เป็นต้น 555(คงจะเป็นภาษาอังกฤษละครับ) ถ้าเข้ามาละก็ จะมีเจ้าหน้าที่เชิญออกในทันที(มีลูกทัวร์ เคยโดนมาแล้ว พี่แอนบอกไว้ครับ)

 

ระหว่างนี้เราก็ถ่ายรูปกันไปครับ ถ่ายเดี่ยว ถ่ายคู่ ถ่ายรูปรวม หรือจะเป็น Action แบบกระโดด(จากเจน)

ขอถ่ายกับเจ้าหน้าที่สาว ที่คุมตรงนี้ซะหน่อย สาวผมบลอนด์นี่ ดวงตาสวยจริงๆ

บริเวณทางออก เกือบลืมคืน เครื่อง Audio เอามาให้เจ้าหน้าที่แล้วยิ้ม

 

ชื่นชม ความสวยงาม(สโตนเฮนจ์) เสร็จเรียบร้อย มาดูที่ร้านขายของที่ระลึก(อุ่นดีจัง มี Heater นี่นา) มีทั้งเสื้อ แม่เหล็กติดตู้เย็น พวงกุญแจ และสิ่งอื่นๆ ที่พอจะทำเป็นของที่ระลึกได้

 

สำหรับสโตนเฮนจ์ บ้างก็ว่าไม่ค่อยมีอะไร แต่สำหรับทัวร์ยังไงต้องขาย ไม่งั้นจะขายไม่ออก(คนที่ยังไม่เคยมา ก็ลองมาซักครั้งแล้วกันครับ สำหรับผมถ้ามีโอกาสก็อยากมาเห็นซักครั้งอยู่ดีแหละ )

 

ถ้าอากาศดีกว่านี้ ไม่มีฝน มีแดด ฟ้าสีฟ้า คงจะถ่ายรูปได้สนุกกว่านี้(คงจะไม่ค่อยมีอากาศเช่นว่านั้นนัก ในอังกฤษนะ 555) 

มาดื่มชาให้หมด(ยังร้อนอยู่ดี) ถ่ายรูปบรรยากาศรอบนอกอีกหน่อย

เอาละ คุณลุงนิค(KFC)สตาร์ทเครื่องรอแล้ว พี่แอนก็ดูลูกทัวร์ให้ครบ 

เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปครับ

 



Monday, August 20, 2012

บินลัดฟ้าเยือนยุโรปที่...อังกฤษ(3)

Welcome to Heathrow Airport!


มาถึง ท่าอากาศยานฮีทโธรว์ แล้วครับ หลังจากเดินทางอย่างยาวนาน 13-14 ชั่วโมง เป็นเช้ามืดวันที่ 9 พฤศจิกายน ของที่นี่(ส่วนที่บ้านเราก็ยังประมาณ 4-5 ทุ่ม ของวันที่ 8 อยู่) เริ่มรู้สึกถึงอากาศที่เย็นๆ เล็กน้อย แต่ยังไม่มาก อาจเป็นเพราะในสนามบินแห่งนี้ มี Heater ที่เปิดไว้ก็เป็นได้

 

เดินลากกระเป๋ามากันเป็นหมู่คณะ จุดนี้เรียกว่า Terminal 4 ว่าแล้วหลายๆคนก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน 

 

พ่อเข้าห้องน้ำนานครับ ระหว่างรอ ก็สำรวจในห้องน้ำไปด้วย มีน้ำประปาแบบดื่มได้ อยู่ในนี้ด้วย เคยได้ยินว่าระบบการทำน้ำปะปาในอังกฤษ สะอาดมาก ต้องลองซะหน่อย

ออกมาทุกๆคน ล่วงหน้าไปกันแล้ว คงไปต่อแถวที่ช่อง Immigration นั่นแหละ ผมกับพ่อก็เดินตามทางไปยังบันไดเลื่อนต่อไป

 

Immigration!


มีป้าย No photography or use of video ผมคงต้องเก็บกล้องใส่ในกระเป๋าแล้วล่ะครับ ก่อนจะผ่านเข้าไปในจุดนี้ มองเห็นแถวยาวมาก นักท่องเที่ยวมาจากทุกสารทิศ นั่น! พวกเราต่อแถวอยู่ตรงนั้นกัน

การต่อแถวมีหลายช่องครับ หากเป็นคนอังกฤษ หรือเป็นประเทศในกลุ่ม EU ก็จะมีช่องพิเศษไว้ให้ สำหรับผมและทางคณะ แน่นอนว่าเป็นแถวที่ยาวที่สุดนั่นแหละ ขยับได้ทีละนิด ทีละนิด

ผมใช้เวลาระหว่างรอ เปิดโทรศัพท์เติมเงินที่เอามาจากไทย ต่อสัญญานของที่นี่ อ้าว ปุ่มดอกจันหายไปไหนแล้ว สงสัยคงหลุดอยู่ในกระเป๋านั่นแหละ 

ใช้เป็น SMS ดีกว่าครับ เก็บค่าโทรไว้ใช้เวลาจำเป็นจริงๆ ประหยัดค่าโทรไปได้มาก แค่บอกว่าถึงแล้ว เท่านั้นแหละ

น้องอ๋อมโดนตรวจนานเลยครับ เห็นว่าเจ้าหน้าที่เทียบกับ Passport ของคุณแม่ ว่าเป็นแม่-ลูก กันจริงหรือเปล่า แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีนะ

 

ออกมาเรียบร้อย ก็มารอรับกระเป๋า ระหว่างรอ มาดูที่รถเข็น คุณลุงก็ยังออกมาต้อนรับ ท่าทางใจดีมากซะด้วย(ลุง ขอไก่ทอด ซักขาดิ ไม่ใช่ล่ะ ผิดคน ผิดประเทศ 555)

ลุงธวัชชัยบอกว่า กระเป๋ามีรอยแตก คงเกิดจากการโยน ดูแล้วใช้ไม่ทน(เห็นว่าของแท้ด้วย) แกบอกอีกว่า อีกใบซื้อจากจีน แต่กลับใช้ทนกว่าเสียอีก ว่าแล้ว ใครที่มีซิมโทรศัพท์ของที่นี่(ที่ฝากหัวหน้าทัวร์ ซื้อ) ก็เอามาใส่กัน จะได้ใช้ติดต่อกันได้

รอรับกระเป๋าให้ป้าไม ผมก็เลยช่วยเข็นรถให้ป้าไมด้วย เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกตรงนี้ ก่อนที่จะเดินออกมาขึ้นรถด้านนอก และแล้วประตูอัตโนมัติก็ได้เปิดออก

 

เฮ้ย อากาศเย็นมาก!


สิ่งแรกที่ทำ ก็คือ รูดซิปเสื้อโค๊ตที่สวมครับ(ใส่มาทำไมเนี่ย เสื้อยืดแขนสั้นด้านใน 555) อากาศเหมือนสัมผัสแรกที่เดินออกจากสนามบินนาริตะ ครั้งไปญี่ปุ่น (น่าจะอยู่ประมาณ 7-12 องศาเซลเซียสนะครับ)

บรรยากาศ เย็น ชื้น และขมุกขมัว ตามสไตล์ของประเทศอังกฤษ ขนสัมภาระขึ้นรถ Coach ดีกว่า คนขับรถ ชื่อ Mr. Nick (เฮ้ย นี่มันผู้พัน Sanders คุณลุง KFC ชัดๆ เหมือนมาก 555) 

 

ภาพทหารอังกฤษในชุดนี้ ยังคงเป็นเอกลักษณ์เสมอ ผมถ่ายก่อนที่จะขึ้นรถ Coach ไปต่อ

 

หัวหน้าทัวร์แนะนำตัว / ออกเดินทางสู่ Wiltshire


ผมกับพ่อนั่งหลังสุดครับ ด้านหลังยังมีที่นั่งเหลือเยอะ ผมพยายามจับจองที่นั่ง ที่อยู่ใกล้หน้าต่าง ทั้ง 2 ข้าง เผื่อจะเจอวิวสวยๆ จะได้ถ่ายภาพเก็บไว้ทัน

หัวหน้าทัวร์ของเราในทริปนี้ ชื่อคุณแอน ดูท่าทางจากการพูดเป็นคนมีอัธยาศัยดีมาก มีข้อมูลและความรู้แน่นปึ๊ก คุณแอนบอกว่า เราจะไปรับคุณไพโรจน์ก่อน (ลุงไพโรจน์ มาถึงก่อนหน้านี้แล้วครับ)

 

อันดับแรก เราจะออกเดินทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน ไปที่วิลต์เชอร์ (Wiltshire) เป็นมณฑลหนึ่งในอังกฤษ เพื่อท่องเที่ยวสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง สโตนเฮนจ์(Stonehenge) 

คุณแอนให้จดเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้ เผื่อหลงทาง และพูดถึงในวันหลังๆ ที่กรุงลอนดอน ให้ระมัดระวังกระเป๋าไว้ (เพราะเธอก็พึ่งโดนไป) รวมทั้งคืนนี้ ที่โรงแรมใน Bristol ด้วย(เห็นว่าสมัยก่อนไม่เท่าไรครับ ตั้งแต่อังกฤษให้แรงงานจากประเทศนอกกลุ่ม EU เข้ามาทำงานและพำนักในอังกฤษ นั่นแหละ ก็เริ่มมีมากขึ้น)

 

รับคุณลุงไพโรจน์ขึ้นมาเรียบร้อย ในถุงที่แจก มีน้ำกับขนมไว้ด้วย(เผื่อหิว) เป็นพวกขนมปังกรอบครับ งั้นกินซะเลย กำลังหิวพอดี

 

Tesco Lotus มาดูต้นตำรับกันบ้าง ครบวงจรเลยครับ มีปั้มน้ำมันด้วยนะ

ถ่ายรูปยากเหมือนกัน ในที่ที่แสงน้อย แถมรถกำลังเคลื่อนที่ ผมไม่อยากเปิดแฟลชด้วย ก็เลยจะมีเบลอกันบ้างล่ะ

 

สังเกตต้นไม้รอบๆ ใบไม้เปลี่ยนสีด้วย (เหมือนตอนไปญี่ปุ่นเลย) แต่ท้องฟ้าก็ยังคงขาวสนิท คงบรรยากาศแบบอังกฤษไว้ 

 

ผมว่าเมืองที่อังกฤษค่อนข้างเงียบๆนะ (แต่พ่อบอกว่า มันยังเช้าอยู่น่ะ)

 

ป้ายบอกระยะทางที่อังกฤษ จะใช้เป็นไมล์นะครับ ฉะนั้น ถ้าดูแล้ว เราก็ต้องคำนวนกันอีกที ส่วนการเข้าปั้มก็จะมีทางเบี่ยงออกไปริมทาง ไม่ค่อยมีอยู่ตามเส้นทางแบบบ้านเรา ส่วนการจับความเร็วก็จะมีป้ายเตือนก่อนว่าจะจับ ไม่ใช่ โผล่มาทันทีแบบตำรวจที่บ้านเรา

 

สำหรับรถไฟ ของที่นี่มี 4 มุมเมือง เลยครับ แบ่งเป็นโซน เช่น เหนือไปขึ้นที่ไหน ใต้ไปขึ้นที่ไหน

ไม่เหมือนหัวลำโพง ของบ้านเรา ที่ขึ้นเหนือ ลงใต้ ไปอีสาน ก็จะเป็นศูนย์รวม ว่าจะต้องมาขึ้นที่นี่

 

คุณแอนก็เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ในขณะทึ่หลายๆคนก็เริ่มหลับไหล ส่วนผมก็พยายามเก็บข้อมูลและบรรยากาศรอบๆ

 

สโตนเฮนจ์(Stonehenge) จะอยู่ห่างจากเมืองอเมซเบอร์รี่ (Amesbury) ทางตะวันตก 3.2 กิโลเมตร และห่างจากเมือง Salisbury ทางเหนือ 13 กิโลเมตร

 

เส้นทางจะเริ่มเป็นทางเล็กๆ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีรอบๆ มีฟาร์มเลี้ยงแกะ มีการขายขนแกะ(ซึ่งมีมาตั้งแต่อดีต) พืชไร่ก็จะมี ข้าวสาลี ข้าวมอลต์ มีต้นไม้สำหรับทำน้ำตาล และน้ำมันด้วย(น่าจะเป็นพวกน้ำมันพืช) อากาศในตอนนี้ อึมครึมมาก ทำให้ยิ่งดูขลัง 5555 (คุณแอนว่าแบบนั้น)

 

ใช้เวลาเดินทางจากสนามบิน Heathrow มาสโตนเฮนจ์(Stonehenge) ประมาณ 2 ชั่วโมง (140 กิโลเมตร)

 

ฝนตกด้วย ดีนะที่เตรียมหมวกมา เอากระเป๋าไว้ในรถดีกว่า ไม่อยากแบกไป คงไม่หายหรอก(ลุงนิคครับ ฝากดูกระเป๋าผมด้วยนะ)

 

ลงไปสำรวจสโตนเฮนจ์กันเลยครับ

Thursday, August 02, 2012

บินลัดฟ้าเยือนยุโรปที่...อังกฤษ(2)


Welcome to Abu Dhabi Airport!


มาถึงที่เมือง อาบูดาบี ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งอยู่บนเกาะรูปตัวที ที่ยื่นเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เมืองครอบคลุมพื้นที่ 67,340 ตร.กม. 

เวลาท้องถิ่นที่นี่ 5 ทุ่มตรง ซึ่งจะช้ากว่าบ้านเรา 3 ชั่วโมง(บ้านเรา ตี สองแล้ว) คิดๆว่าจะปรับเวลาที่นาฬิกาข้อมือให้ตรงดีไหม เพราะตอนไปถึงอังกฤษ ก็ต้องปรับอีกอยู่ดีน่ะ(ปรับซะหน่อย ก็แล้วกัน)

ระหว่างเดินลากกระเป๋า ก็พอจะมองเห็นว่ามีต้นไม้แปลกๆ รอบๆสนามบิน (ลักษณะ คล้ายๆต้นปาลม์) ออกไปนั่น สงสัยจะเป็นทะเลทรายนะ

 

พักเข้าห้องน้ำกันหน่อย เดินทางกันมานาน จากนั้นเราเดินไปกันต่อ เพื่อผ่านจุดตรวจสัมภาระ(ซึ่งดูไม่ได้เข้มงวดเท่าไรนัก) ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่า ในเป้ของผมมี Laptop นะ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนั้น รับรู้ และให้ผ่านไปได้ โดยไม่ต้องหยิบออกมา แต่ผมก็ยังต้องถอดหัวเข็มขัดที่เป็นเหล็กออกอยู่ดีแหละ

เท่าที่เห็น แถวจะไม่แออัดมากนัก เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก เรียกนักท่องเที่ยวให้ไปตามช่องที่ว่างกว่าเสมอๆ 

 

ผ่านเข้ามาได้แล้ว ระหว่างรอพ่อ(ซึ่งยังไม่มาซะทีครับ สงสัยพ่อยังไม่ออกจากห้องน้ำแน่เลย) เรามาดูป้ายกันก่อน มีอะไรบ้าง มาประเทศตะวันออกกลาง ก็จะมีภาษาอาหรับ มาให้เห็นสลับกับภาษาอังกฤษ ดูแล้วก็เหมือนอักษรโบราณเหมือนกันนะ

พ่อผ่านจุดตรวจเข้ามาแล้วครับ ตอนนี้ให้แต่ละคนแยกย้ายกันไปเดินก่อน เพราะสายการบินของเรา ที่จะไปสนามบินฮีทโธรว์ (Heathrow) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังไม่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์เลยน่ะ

 

สำรวจสนามบิน / กิจกรรมระหว่างรอ


ลงบันไดเลื่อน ก็มาเจอ Duty Free ครับ เป็นแผนกเครื่องสำอางค์ ต่อด้วยช๊อคโกแลค ซึ่งถ้าใครสนใจก็ซื้อไปฝากได้(แต่ผมว่า คงยังไม่มีเท่าไรในตอนนี้ เนื่องจากขากลับเราจะต้องกลับมาที่นี่ อยู่แล้วน่ะครับ)

 

ตู้ปลาทะเลนี้ ติดแบรนด์ของ La Mer ด้วย คงจะสื่ออะไรซักอย่างครับ ผมก็ไม่ค่อยทราบนัก รู้แต่เพียงว่า La Mer แปลว่า ทะเล แค่นั้นแหละ 555 (เคยเรียนมาบ้าง แต่คืนคุณครู สุมล ที่สอนฝรั่งเศส ไปเกือบหมดละ)

 

ใครไม่อยากเดิน ก็มานั่งพักตรงนี้กันดีกว่า หลายๆคนในคณะ ส่วนมากเลือกที่จะนั่งพัก นั่งคุย กันตรงนี้ (มีจำลองรถแข่งและคนขับ กันตรงนี้ด้วย) ถึงตอนนี้ สายการบิน Etihad ของเรา ปรากฎในจอมอนิเตอร์แล้วครับ แต่อีก 2-3 ชั่วโมงเลยนะ (เวลาขึ้นมาว่า 2 นาฬิกา 40 นาที ) แน่นอนว่า Gate ก็ยังไม่เปิดล่ะ

 

ไปห้องน้ำดีกว่า พ่อมาแปรงฟันครับ ผมก็มาด้วย ซึ่งหลังจากแปรงฟันแล้ว ลองมาเล่น Free Internet ฆ่าเวลาซะหน่อย มีอยู่หลายตู้ แต่ต้องรอจังหวะให้คนว่างนะ

พอกดเข้าไป อยู่ๆก็เด้งออกมาหน้าแรกเฉยเลย แล้วจะเข้าได้ไหมเนี่ย 5555 ว่าจะส่งข่าวถึงที่บ้านครับ ว่าตอนนี้อยู่ไหนแล้ว หลังจากใช้วิชานินจา ไปเครื่องนั้น กลับมาเครื่องนี้ สรุป เลิกดีกว่า (เอาเป็นว่า พอเล่นได้ล่ะ แต่ยังไม่ดีมากเท่าไร) ผมลองต่อ Wifi จากมือถือ ก็เข้าไม่ได้ หรือว่าเครื่องของผมอาจจะเก่าเกินไปนะ

จากนั้น ใช้เวลาสั้นๆ เดินสำรวจ สนามบิน ทั้งร้านขายอาหารที่ชั้นบน และร้านขายของต่างๆ 

 

กลับมาตรงที่เรานั่งรอ มีร้านขายของที่ระลึกด้วย อูฐตัวนี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ ดูหรูหรา พ่อกับอาอ๊อดและลุงธวัชชัย ก็บอกว่ามันสวยดี สำหรับสกุลเงินที่นี่ เรียกว่า Dirham ก็คงหลายตังค์อยู่ครับ เพราะ อาบูดาบีถือเป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดอันดับ 3 ในภูมิภาค และอันดับ 26 ของโลก

อย่างน้อย ผมว่าในทริปของเรา ไม่มีใครแลกเงินสกุลนี้มาหรอก หากจะซื้อคงต้องเอาเงิน US Dollar หรือ เงิน Pound ของอังกฤษจ่ายละมั้ง(ถ้ารับ) ไม่ก็ต้องไปแลกที่ Currency Exchange ครับ

ได้เวลาแล้วครับ เสียงเจ้าหน้าที่ เรียกสายการบินของเรา ขึ้นเครื่อง

หยิบ Passport แล้วไปกันต่อ

 

Etihad Airways คราวนี้ละนั่งยาว!


ได้ที่นั่งติดริมหน้าต่าง มาดูรีโมท มีปุ่มกด แบบมือถือด้วยครับ(โทรได้จริงเปล่าเนี่ย 555)



สำหรับอีกด้าน เป็น JoyStick สำหรับเล่นเกมได้ มีปุ่มกดเรียก แอร์โฮสเตส ซึ่งมือผมคงไปโดนโดยบังเอิญ เธอ(แอร์โฮสเตส)ก็เลยเดินมาแล้วถามว่า มีอะไรไหม ( I ‘ m sorry )


 

โชคเข้าข้างแล้ว เพราะคราวนี้จอไม่เสีย(สงสัยผมจะจ่ายค่าเครื่อง ครบพอดี) 555

ดูไฮเทคมากครับ เพราะเราสามารถกดดูภาพจากกล้องที่ติดอยู่นอกเครื่องบินได้ด้วย ทำให้เห็นภาพเครื่องบินกำลังขึ้น(ใต้เครื่อง) ได้อย่างชัดเจน



เท่าที่ดูแผนที่ จาก Abu Dhabi เราจะบินขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่าน คูเวต(Kuwait) ผ่านอิสตันบูล (Istanbul) ประเทศตุรกี ก่อนจะไปถึงมหานครลอนดอน โอ้ ดูแล้ว อีกนานเลยนะ

 

พ่อหลับไปเรียบร้อย มันก็ดึกแล้วนะ พ่อควรจะได้พักผ่อนเยอะๆ ด้วย เรามาดูหนังกันบ้างดีกว่า มีให้ดูหลายเรื่องเลยครับ มีทั้ง Captain America , Harry Potter ก็มี ส่วนเรื่องนี้ Arthur ผมไม่รู้จักแฮะ

 

เทพเจ้า Thor , หุ่นยนต์ Transformer และ X-Men ก็มี หนังสนุกๆ เยอะครับ 

 

มากินโจ๊กรอบดึก กันหน่อย รสชาดแบบไทยๆ เยี่ยมเลย จากหน้ามืดเพราะหิวข้าว ก็ตาสว่างขึ้นในทันที

 

หนังมีหลายแนวมาก The Smurfs นี่ก็ยังไม่ได้ดู มีหลายภาษาให้เลือก

 

หรือจะเป็น Rise of the Planet of the Apes จะทำอย่างไร เมื่อกองทัพลิงบุก หรือหนังโจรสลัดอย่าง Pirates of the Caribbean ก็มี

ดูหนัง จนจบ ไป 2 เรื่อง ก็แล้ว หลับก็แล้ว มันก็ยังไม่ถึงซะที(นานจัง) ลุกไปเข้าห้องน้ำซะหน่อย สังเกตดู ส่วนใหญ่ก็หลับกันหมด 

 

กลับมาดูแผนที่ พึ่งจะได้ครึ่งทางเองเหรอ 5555

 

คงต้องหาอะไรทำต่อ ลองเล่นเกมดูบ้าง พรีเซ็นเตอร์สาวคนนี้ น่ารักดี คุณครับ มาคุยกันหน่อยซิ 555(ชักเลอะเทอะ) ว่าแล้ว นอนต่อดีกว่า 

ตื่นมาเป็นพักๆ ตามที่มีของให้กิน กลับไปคราวนี้ ผมคงจะอ้วนขึ้น เพราะอาหารมีให้โดยตลอด แจกกันเห็นๆ พึ่งกินไปตะกี้ มาอีกแล้วเหรอ 555 ของหวานก็ไม่ธรรมดาครับ ผมชอบนะ จำได้ว่า คล้ายๆไอศครีม ใส่ถั่วแดงมั้ง ว่าแล้วก็นอนต่อ

...........................................

 

เหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็จะถึงที่หมายครับ พร้อมกับอาหารให้ทาน ยามเช้ามืด หลายๆคนก็เริ่มตื่นกันแล้ว

จะถึงที่หมายประมาณ ตี 4 เกือบๆตี 5 (ตามเวลาที่อังกฤษ)

 

มาดูแผนที่ต่อ ที่ผ่านมาช่วงหลับ เราผ่านกรุงบูดาเปสต์(Budapest) ประเทศ ฮังการี ด้วย

 

ผ่านกรุงปราก(Prague) ประเทศ สาธารณเช็ก

 

ผ่านประเทศเยอรมนี(Germany) เห็นชื่อแต่ละเมืองแล้ว อยากลงไปดูฟุตบอลบุนเดสลีกา ซักนัด

ผมเข้าใจแล้วล่ะ ว่า การเดินทางบนเครื่องบิน แม้จะรวดเร็ว และสะดวกสบาย เพียงไร อยู่นานๆ มันก็เบื่อได้เหมือนกัน (นี่ถ้าไปแถบอเมริกา ก็คงจะนานยิ่งกว่านี้มาก)

 

ใช้เวลาเดินทางจากเมือง อาบูดาบี ไปยังสนามบินฮีทโธรว์ (Heathrow) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประมาณ 7-8 ชั่วโมง

เสียงกัปตันประกาศว่า เราได้มาถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้ว (ถึงซะที)